บทที่2 ภาษาปาสคาล (Pascal)
1.ประวัติของภาษาปาสคาล
(Pascal)
ภาษาปาสคาล (Pascal) เป็นชื่อที่ได้มาจากเบลส ปาสคาล
(Blaise Pascal) นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส
ผู้มีชื่อเสียงในการประดิษฐ์เครื่องจักรที่ใช้ในการคำนวณซึ่งเป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
ภาษาปาสคาลได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกเมื่อต้นปี พ.ศ.
2513 โดยนิคลอส เวิรธ์ (Niklaus Wirth)
ที่สถาบันเทคโนโลยีซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ วัตถุประสงค์ครั้งแรก
เพื่อพัฒนาภาษาขั้นสูงที่มีกฎเกณฑ์ เพื่อการสอนการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้าง
ภาษาที่เวิร์ธพัฒนาขึ้นเรียกว่า ปาสคาลมาตรฐาน (Standard Pascal) หรือปาสคาลมาตรฐานตามแบบของเจนเซน (Jensen) และ
เวิร์ธ (Wirth) อย่างไรก็ตาม คำว่าปาสคาลมาตรฐานยังกำกวมอยู่
เนื่องจากปัจจุบันมีหลายมาตรฐานในประเทศสหรัฐอเมริกามีการประกาศปาสคาลมาตรฐานชื่อแอนซี่
(ANSI : American National Standards Instute) และไออีอีอี(IEEE
: Institute of Electrical and Electronics Engineers)
ในปี พ.ศ. 2526 บอร์แลนด์
อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์สำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก
ได้เริ่มทำตลาดคอมไพเลอร์ปาสคาลราคาถูกที่เรียกว่า เทอร์โบปาสคาล (Turbo
Pascal) สำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
เทอร์โบปาสคาลประสบความสำเร็จเรื่อยมา เนื่องจากราคาถูกและใช้งานง่าย
ต่อมาจึงมีการพัฒนาเครื่องมือสำหรับพัฒนาโปรแกรม ไดแก่ Editor และตัว Debugger แบบโต้ตอบ
ปัจจุบันมีการนำมาประยุกต์ใช้งานทั้งในด้านเป็นภาษาในการเรียนการสอน และภาษาในการสร้างงานประยุกต์ต่างๆ
2.คุณลักษณะของภาษาปาสคาล
ภาษาปาสคาล
จัดเป็นภาษาระดับสูงอีกภาษาหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้ในวงการศึกษา
เพราะเป็นภาษาที่มีลักษณะเด่นอยู่หลายด้าน เช่น
1.รูปแบบของคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ
2.คำสั่งมีความง่ายต่อการทำความเข้าใจ
3. ลักษณะการทำงานของโปรแกรมจะเป็นการทำงานที่มีโครงสร้าง
4. มีการแปลคำสั่งแบบ Compile ทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว
5. เหมาะกับงานทุกประเภท
ไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีการคำนวณหรืองานทางด้านธุรกิจ
แม้แต่งานทางด้านกราฟิกก็สามารถใช้ได้
3.ตัวเเปลของภาษาปาสคาล(Pascal
Compiler )

4.การดาวน์โหลดเเละติดตั้งโปรเเกรมFree
Pascal
Free Pascal เป็นคอมไพเลอร์แบบ 32 และ 64
บิตสำหรับระบบปฏิบัติการและสถาปัตยกรรมการประมวลผลต่าง ๆ
ที่หลากหลาย สำหรับโมเดลอย่างเช่น Intel x86, Amd64/x86_64, PowerPC หรือ Sparc
มันรองรับภาษา
Borland Turbo Pascal 7.0 และ Delphi 7 และมันก็ได้ถูกปรับปรุงให้ทำงานได้ดีขึ้นเหมือนกับ
operator overloading
อินเทอร์เฟซของ
Free Pascal นั้นจะเป็นเหมือนเดิมซึ่งอยู่ในรูปแบบข้อความ
และเหมือนกันกับตัวที่ใช้กับ Turbo Pascal และ Borland
คุณสมบัติอย่างอื่นของ
Free Pascal ได้แก่
การประมวลผลล่วงหน้า โหลดตัวแปรเข้าสู่รีจิสเตอร์ต่าง ๆ
ปรับปรุงโค้ดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวประมวลข้อมูลวิเคราะห์ระดับโฟลว์
คุณสมบัติส่วนกลาง และอื่น ๆ
5.การสร้างโปรแกรมใช้งานด้วย
Free Pascal
1.1 ลักษณะของปาสกาลโปรแกรม
1.1 ลักษณะของปาสกาลโปรแกรม
การเขียนปาสกาลโปรแกรมมีรูปแบบดังนี้
คือ รูปแบบ :
PROGRAM heading; (*This is a comment*)
Definition part
CONST
TYPE
Declaration part
VR
PROCEDURE OR FUNCTION
BEGIN
Statement part
END.
หัวเรื่องของโปรแกรม (Program heading) คือบรรทัดแรกของโปรแกรม โดยที่เครื่องหมายอัฒภาค ';' เป็นตัวแยกบรรทัดนี้จากบรรทัดอื่น ๆ ในโปรแกรม โดยทั่วไปหัวเรื่องของโปรแกรมประกอบด้วย ชื่อโปรแกรม ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บซึ่งภายในมีรายชื่อตัวแปร ชนิดแฟ้มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม ชื่อโปรแกรม คือชื่อของโปรแกรมที่ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร และเขียนตามด้วยตัวเลข หรือตัวอักษร ในชื่อของโปรแกรม ไม่มีเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ หรือเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ
ตัวอย่าง 1 :
ชื่อที่ถูกต้อง ชื่อที่ไม่ถูกต้อง
R2D2O 2Bar02B
Pattittan First*Run
Top40_Farrah Fawcett-Major
โดยปกติแล้วคอมตัวแปรภาษาจะยอมรับชื่อโปรแกรมเพียง 8 ตัวอักขระแรก สำหรับชื่อที่ยาว กว่า 8 ตัวอักขระนั้น จะบันทึก 8 ตัวแรกเป็นชื่อโปรแกรม
1.2 การเขียนหมายเหตุ (comment)
หมายเหตุ คือ ประโยค หรือวลีภาษาอังกฤษที่เขียนระหว่างเครื่องหมายวงเล็บ และ '*'สำหรับคำอธิบายต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นในโปรแกรม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจการทำงานของ โปรแกรมได้มากขึ้น โดยหมายเหตุนี้ไม่มีผลต่อการทำงานของคอมพิวเตอร์ การเขียนหมายเหตุ มีรูปแบบดังนี้ รูปแบบ : program one; (*This is a comment*)
นอกจากนี้ยังสามารถเขียนหมายเหตุได้ครั้งละหลาย ๆ บรรทัดใน 1 โปรแกรม เช่น (* Program one by Ms.One two *) ผลลัพธ์ที่ได้จากการแปล และ สั่งให้โปรแกรมดำเนินงาน มีดังนี้
Hello. How are you?
1.3 ข้อความสั่ง End
เป็นข้อความสั่งสุดท้ายในโปรแกรม และข้อความสั่งนี้ต้อง ตามด้วยเครื่องหมายมหัพภาค ('.') เสมอ
รูปแบบ : end.
ตัวอย่าง 2 :
program three;
begin
writeln ('Sawatdee');
end.
PROGRAM heading; (*This is a comment*)
Definition part
CONST
TYPE
Declaration part
VR
PROCEDURE OR FUNCTION
BEGIN
Statement part
END.
หัวเรื่องของโปรแกรม (Program heading) คือบรรทัดแรกของโปรแกรม โดยที่เครื่องหมายอัฒภาค ';' เป็นตัวแยกบรรทัดนี้จากบรรทัดอื่น ๆ ในโปรแกรม โดยทั่วไปหัวเรื่องของโปรแกรมประกอบด้วย ชื่อโปรแกรม ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บซึ่งภายในมีรายชื่อตัวแปร ชนิดแฟ้มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม ชื่อโปรแกรม คือชื่อของโปรแกรมที่ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร และเขียนตามด้วยตัวเลข หรือตัวอักษร ในชื่อของโปรแกรม ไม่มีเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ หรือเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ
ตัวอย่าง 1 :
ชื่อที่ถูกต้อง ชื่อที่ไม่ถูกต้อง
R2D2O 2Bar02B
Pattittan First*Run
Top40_Farrah Fawcett-Major
โดยปกติแล้วคอมตัวแปรภาษาจะยอมรับชื่อโปรแกรมเพียง 8 ตัวอักขระแรก สำหรับชื่อที่ยาว กว่า 8 ตัวอักขระนั้น จะบันทึก 8 ตัวแรกเป็นชื่อโปรแกรม
1.2 การเขียนหมายเหตุ (comment)
หมายเหตุ คือ ประโยค หรือวลีภาษาอังกฤษที่เขียนระหว่างเครื่องหมายวงเล็บ และ '*'สำหรับคำอธิบายต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นในโปรแกรม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจการทำงานของ โปรแกรมได้มากขึ้น โดยหมายเหตุนี้ไม่มีผลต่อการทำงานของคอมพิวเตอร์ การเขียนหมายเหตุ มีรูปแบบดังนี้ รูปแบบ : program one; (*This is a comment*)
นอกจากนี้ยังสามารถเขียนหมายเหตุได้ครั้งละหลาย ๆ บรรทัดใน 1 โปรแกรม เช่น (* Program one by Ms.One two *) ผลลัพธ์ที่ได้จากการแปล และ สั่งให้โปรแกรมดำเนินงาน มีดังนี้
Hello. How are you?
1.3 ข้อความสั่ง End
เป็นข้อความสั่งสุดท้ายในโปรแกรม และข้อความสั่งนี้ต้อง ตามด้วยเครื่องหมายมหัพภาค ('.') เสมอ
รูปแบบ : end.
ตัวอย่าง 2 :
program three;
begin
writeln ('Sawatdee');
end.
6.โครงสร้างของโปรแกรมภาษาปาสคาล ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1.Header section (ส่วนหัว)
2.Variable section (ส่วนประกาศ)
3.Body section (ส่วนตัว)
1.HEADER SECTION (ส่วนหัว)
ส่วนหัวของโปรแกรม จะประกอบไปด้วยดังนี้
Program name;
ตัวอย่าง
Program listname;
อธิบาย
Program คือ
เป็นคำเฉพาะ หรือคำสั่งของภาษา จะต้องพิมพ์เสมอ
listname คือ
ชื่อของโปรแกรม
; (semicolon) คือ
เครื่องหมายสิ้นสุดคำสั่งแต่ละคำสั่ง จะต้องพิมพ์เสมอเมื่อจบแต่ละคำสั่ง
กฏการตั้งชื่อโปรแปรแกรม
1. จะต้องไม่ตรงกับคำสงวน ตัวอย่างคำสงวน write
writeln program repeat until while do
for ฯลฯ
2. จะต้องไม่มีอักขระพิเศษ เช่น # ! $ & และอื่นๆ
3. จะต้องไม่ขึ้นต้นด้วยตัวเลข
4. จะต้องไม่มีช่องว่างระหว่างชื่อของโปรแกรม
5. จะต้องตั้งชื่อให้สัมพันธ์กับการทำงานของโปรแกรม
2.VARIABLE SECTION (ส่วนประกาศ)
ส่วนประกาศนี้
จะเป็นส่วนที่กำหนดหรือบอกว่าจะใช้ตัวแปรหรือผู้ใช้จะกำหนดสภาพแวดล้อมของโปรแกรมอย่างไรในโปรแกรมบ้าง
ในส่วนประกาศนี้จะประกอบไปด้วยหัวข้อสำคัญๆ ดังนี้
1. Var
คือ หัวข้อประกาศตัวแปรที่จะใช้ในโปรแกรมพร้อมทั้งชนิดของข้อมูล เช่น a : integer;
2. Label คือ
กำหนดชื่อหรือหัวเรื่องที่จะเป็นจุดกระโดดไปในกรณีใช้คำสั่ง goto
3. Const คือ กำหนดค่าคงที่ให้กับตัวแปร เช่น a:25;
4. Type คือ
หัวข้อที่ผู้ใช้สามารถกำหนดข้อมูลและชนิดข้อมูลได้เอง
ซึ่งในหัวข้อนี้โปรแกรมเมอร์สามารถออกแบบเองตามใจชอบได้
3.BODY SECTION (ส่วนตัว)
ส่วนตัวของโปรแกรมนี้จะเป็นส่วนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโปรแกรม ว่าโปรแกรมเมอร์จะให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรให้บ้าง
ซึ่งคอมพิวเตอร์ก็จะทำตามนั้น โดยจะทำคำสั่งจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา
ซึ่งส่วนตัวจะเริ่มต้นที่คำว่า Begin และสิ้นสุดที่คำสั่ง End. รูปแบบของส่วนตัวมีดังนี้่
begin
คำสั่งที่ 1
คำสั่งที่ 2
..........
คำสั่งที่ n
end.
****หมายเหตุ คำสั่ง END นั้นจะต้องมีจุด (.) ด้วยเสมอหากเป็นคำสั่งจบโปรแกรมของโปรแกรมหลัก
7.เเบบของข้อมูล
Data Typer สำหรับประเภทของข้อมูลมีดังนี้คือ
1. ข้อมูลชนิดตัวอักษร (Character) คือ ข้อมูลที่เป็นรหัสแทนตัวอักษรหรือค่าจำนวนเต็ม
ได้แก่ ตัวอักษร ตัวเลขและกลุ่มตัวอักขระพิเศษใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล 1 ไบต์
2. ข้อมูลชนิดจำนวนเต็ม (Integer) คือ
ข้อมูลที่เป็นเลขจำนวนเต็ม ได้แก่ จำนวนเต็มบวก จำนวนเต็มลบ และศูนย์
ข้อมูลชนิดจำนวนเต็มใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล ขนาด 2 ไบต์
3. ข้อมูลชนิดจำนวนเต็มที่มีขนาด 2 เท่า (Long Integer) คือ
ข้อมูลที่เป็นเลขจำนวนเต็ม ใช้พื้นที่ในการเก็บเป็น 2 เท่าของ Integer คือมีขนาด 4 ไบต์
4. ข้อมูลชนิดเลขทศนิยม (Float) คือ
ข้อมูลที่เป็นเลขทศนิยม ขนาด 4 ไบต์
5. ข้อมูลชนิดเลขทศนิยมอย่างละเอียด (Double) คือ ข้อมูลที่เป็นเลขทศนิยม ใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเป็น 2 เท่าของ float คือมีขนาด 8 ไบต์
8.ตัวเเปร Variables
คือ
การจองพื้นที่ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำงานของโปรแกรม โดยมีการตั้งชื่อเรียกหน่วยความจำในตำแหน่งนั้นด้วย
เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้ข้อมูล ถ้าจะใช้ข้อมูลใดก็ให้เรียกผ่านชื่อของตัวแปรที่เก็บเอาไว้
ชนิดของข้อมูล
ภาษาซีเป็นอีกภาษาหนึ่งที่มีชนิดของข้อมูลให้ใช้งานหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งชนิดของข้อมูลแต่ละอย่างมีขนาดเนื้อที่ที่ใช้ในหน่วยความจำที่แตกต่างกัน
และเนื่องจากการที่มีขนาดที่แตกต่างกันไป ดังนั้นในการเลือกใช้งานประเภทข้อมูลก็ควรจะคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งานด้วย
รูปแบบในการประกาศตัวแปรในภาษา C
การสร้าวตัวแปรขึ้นมาใช้งานจะเรียกว่า การประกาศตัวแปร
(Variable Declaration) โดยเขียนคำสั่งให้ถูกต้องตามแบบการประกาศตัวแปร
แสดงดังนี้
type name;
type : ชนิดของตัวแปร
name
: ชื่อของตัวแปร ซึ่งต้องตั้งให้ถูกต้องตามหลักของภาษา
C
การเขียนคำสั่งเพื่อประกาศตัวแปร ส่วนใหญ่แล้วจะเขียนไว้ในส่วนหัวของโปรแกรมก่อนฟังก์ชัน
main ซึ่งการเขียนไว้ในตำแหน่งดังกล่าว จะทำให้ตัวแปรเหล่านั้นสามารถเรียกใช้จากที่ใดก็ได้ในโปรแกรม
ตัวแปรสำหรับข้อความ
ในภาษา C ไม่มีการกำหนดชนิดของตัวแปรสำหรับข้อความโดยตรง
แต่จะใช้การกำหนดชนิดของตัวแปรอักขระ (char) ร่วมกับการกำหนดขนาดแทน
และจะเรียกตัวแปรสำหรับเก้บข้อความว่า ตัวแปรสตริง
(string)
9.การเเสดงผล
Display
การ์ดแสดงผลอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการ์ดวีดีโอหรือการ์ดจอ
เป็นส่วนที่ทำหน้าที่นำผล การประมวลจากซีพียูไปแสดงบนจอภาพ
การ์ดแสดงผลมีอยู่หลายแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะการนำไป ใช้งาน
ถ้าหากเป็นการใช้งานทั่วๆ ไป เช่น พิมพ์งานในสำนักงาน ใช้อินเตอร์เน็ต
อาจใช้การ์ดแบบ 2 มิติ ก็เพียงพอแล้ว
แต่หากเป็นการ เล่นเกมใช้โปรแกรมประเภทกราฟิก 3 มิติ
ก็ควรเลือกการ์ดจอ ที่จะ ช่วยแสดงผลแบบสามมิติหรือ 3D การ์ด
10.ค่าคงที่ Constant
ค่าคงที่ (constant)
เป็นตัวแปรประเภทหนึ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ในขณะที่โปรแกรมทำงาน
นี่หมายความว่าเราจะต้องกำหนดค่าให้ตัวแปรในเวลาที่คอมไพเลอร์ทำงานหรือในตอนแรกที่เราสร้างตัวแปรแบบค่าคงที่ขึ้นมา
ค่าคงที่ที่เราใช้กันบ่อยๆ นั้นเรียกว่า literal ซึ่ง literal
สามารถแบ่งแยกได้เป็น integer, floating-point, characters,
strings, Boolean, pointers และที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง
11.การเขียนโปรแกรมใช้งานคำนวณ
1. ฟังก์ชัน scanf();
เป็นฟังก์ชันที่ใช้รอรับค่าข้อมูลจากแป้นพิมพ์มาเก็บไว้ในตัวแปรเพื่อใช้ใน การคำนวณและการประมวลผล ถูกนิยามไว้ใน stdio.h
รูปแบบ scanf ("ตัวกำหนดชนิดข้อมูล",ตัวแปร);
ตัวอย่าง scanf("%d",&A);
หมายถึง รอรับค่าข้อมูลเป็นเลขจำนวนเต็มมาเก็บไว้ที่ตัวแปร A &A คือที่อยู่ของ
ตัวแปร A (Address A)
scan("%f",&score);
หมายถึง รอรับค่าข้อมูลเป็นเลขทศนิยมมาเก็บไว้ที่ตัวแปร score
การใช้งานตัวแปรในภาษาซีต้องมีการตั้งชื่อตัวแปรและกำหนดชนิดของตัวแปรจึงจะ
สามารถนำตัวแปรนั้นมาใช้งาน
2 ข้อกำหนดการตั้งชื่อตัวแปรในภาษาซี
1. ชื่อตัวแปรตัวแรกต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร เช่น key,num,score
2. ไม่มีการเว้นวรรคแต่สามารถใช้เครื่องหมายขีดล่างขั้นได้ เช่น chk_sw,stop_motor
3. ถัดจากตัวแรกจะเป็นตัวเลขหรือเครื่องหมายขีดล่างได้ เช่น a1,num1,score_1
4. ตัวอักษรตัวเล็กและใหญ่แตกต่างกันเช่น a1,A1 ถือว่าเป็นคนละตัวแปร
5. ต้องไม่ตั้งชื่อซ้ำกับคำสงวนในภาษาซี อย่างเช่น if,do,while,printf ,elseฯลฯ
รูปแบบ scanf ("ตัวกำหนดชนิดข้อมูล",ตัวแปร);
ตัวอย่าง scanf("%d",&A);
หมายถึง รอรับค่าข้อมูลเป็นเลขจำนวนเต็มมาเก็บไว้ที่ตัวแปร A &A คือที่อยู่ของ
ตัวแปร A (Address A)
scan("%f",&score);
หมายถึง รอรับค่าข้อมูลเป็นเลขทศนิยมมาเก็บไว้ที่ตัวแปร score
การใช้งานตัวแปรในภาษาซีต้องมีการตั้งชื่อตัวแปรและกำหนดชนิดของตัวแปรจึงจะ
สามารถนำตัวแปรนั้นมาใช้งาน
2 ข้อกำหนดการตั้งชื่อตัวแปรในภาษาซี
1. ชื่อตัวแปรตัวแรกต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร เช่น key,num,score
2. ไม่มีการเว้นวรรคแต่สามารถใช้เครื่องหมายขีดล่างขั้นได้ เช่น chk_sw,stop_motor
3. ถัดจากตัวแรกจะเป็นตัวเลขหรือเครื่องหมายขีดล่างได้ เช่น a1,num1,score_1
4. ตัวอักษรตัวเล็กและใหญ่แตกต่างกันเช่น a1,A1 ถือว่าเป็นคนละตัวแปร
5. ต้องไม่ตั้งชื่อซ้ำกับคำสงวนในภาษาซี อย่างเช่น if,do,while,printf ,elseฯลฯ
12.การรับค่าจากเเป้นพิมพ์
การรับค่าบนแป้นพิมพ์ ด้วย java.util.Scanner
ก่อนอื่น เราต้อง import
java.util.Scanner; เพื่อบอกให้ทราบว่า เราจะใช้ class
Scanner
เมื่อ import เสร็จแล้ว เราก็ต้องสร้างตัวแสกน
โดยใช้คำสั่ง Scanner Sc = new
Scanner(System.in); เมื่อ Sc คือตัวแปรที่ใช้รับค่าที่แสกนจากแป้นพิมพ์
เมื่อดูจากโค้ด จะเห็นว่า เราได้สร้างตัวแปรประเภท Scanner ชื่อว่า
Sc โดยสร้างเป็นออบเจ็ค ซึ่งจะเห็นได้จาก new Scanner
และในวงเล็บ System.in เพื่อให้ทราบว่ารับค่ามาจากแป้นพิมพ์นั่นเอง
เมื่อได้ตัวแปรรับค่ามาแล้ว เราก็ต้องมาเอาตัวแปรที่รับค่านั้น
มาแบ่งเป็นประเภทของข้อมูล แล้วยัดใส่ตัวแปรแต่ละประเภท ซึ่งใช้คำสั่งคือ
String s = Sc.nextLine(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น Sting
int i = Sc.nextInt(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น interger
float f = Sc.nextFloat(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น float
double d = Sc.nextDouble(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น double
long l = Sc.nextLong(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น long
...ฯลฯ...
int i = Sc.nextInt(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น interger
float f = Sc.nextFloat(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น float
double d = Sc.nextDouble(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น double
long l = Sc.nextLong(); //ใช้สำหรับรับค่าเป็น long
...ฯลฯ...
จากโค้ดข้างบน เราจะเห็นว่า เราได้สร้างตัวแปรชนิด String
ชื่อว่า S แล้วกำหนดให้รับค่าจากแป้นพิมพ์ซึ่งรับค่าผ่านตัวแปร
Sc ที่รับเป็นชนิด String
13.การเขียนโปรแกรมเเบบเลือกทำด้วยคำสั่ง
if

เงื่อนไขทางเลือก ที่เขียนอยู่ระหว่างเครื่องหมาย ( และ ) เป็นนิพจน์ใด ๆ ที่สามารถประเมินค่าได้
ในกรณีที่ เงื่อนไขทางเลือก มีค่าเป็น จริง และไม่เท่ากับ 0
จะประมวลผลคำสั่ง
ในกรณีที่ เงื่อนไขทางเลือก มีค่าเป็น เท็จ และเท่ากับ 0
จะไม่ประมวลผลคำสั่ง
คำสั่ง if และ if-else
คำสั่ง if
รูปแบบของคำสั่ง if เป็นดังนี้
คำสั่ง if
รูปแบบของคำสั่ง if เป็นดังนี้

เงื่อนไขทางเลือก ที่เขียนอยู่ระหว่างเครื่องหมาย ( และ ) เป็นนิพจน์ใด ๆ ที่สามารถประเมินค่าได้
ในกรณีที่ เงื่อนไขทางเลือก มีค่าเป็น จริง และไม่เท่ากับ 0
จะประมวลผลคำสั่ง
ในกรณีที่ เงื่อนไขทางเลือก มีค่าเป็น เท็จ และเท่ากับ 0
จะไม่ประมวลผลคำสั่ง
14.การเขียนโปรแกรมเลือกทำด้วยคำสั่ง
cas
การพัฒนาโปรแกรมแบบเลือกหลายทาง
โปรแกรมแบบเลือกหลายทางจะใช้สำหรับกรณีที่มีทางเลือกหลายทาง แต่ให้เลือกทำเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น การใช้ฟังก์ชัน switch ในการเขียนลักษณะการทำงานจึงเหมือนกับฟังก์ชัน if…else…ซ้อนกัน แต่ใช้งานได้สะดวกกว่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเขียนโปรแกรม เพื่อสร้างทางเลือกรายการ (Menu) ของโปรแกรม ภาษาซีจึงมีคำสั่ง switch() สำหรับทำงานดังกล่าว และมีโครงสร้างของรูปแบบเลือกหลายทางโดยทั่วไป
โปรแกรมแบบเลือกหลายทางจะใช้สำหรับกรณีที่มีทางเลือกหลายทาง แต่ให้เลือกทำเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น การใช้ฟังก์ชัน switch ในการเขียนลักษณะการทำงานจึงเหมือนกับฟังก์ชัน if…else…ซ้อนกัน แต่ใช้งานได้สะดวกกว่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเขียนโปรแกรม เพื่อสร้างทางเลือกรายการ (Menu) ของโปรแกรม ภาษาซีจึงมีคำสั่ง switch() สำหรับทำงานดังกล่าว และมีโครงสร้างของรูปแบบเลือกหลายทางโดยทั่วไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น